เมื่อบิลค่าไฟหน้าร้อนมาถึง ผมได้รับคำถามทุกปีว่าครอบครัวเปิดแอร์นานขึ้นหรือไม่ ทั้งที่หลายบ้านใช้งานเท่าเดิมทุกอย่าง แต่ตัวเลขกลับสูงขึ้นชัดเจน ผมเข้าใจว่าความไม่ชัดเจนตรงนี้ทำให้ตัดสินใจอะไรได้ยาก คำอธิบายที่แท้จริงอยู่ที่ปัจจัยเดียว คือคอมเพรสเซอร์ทำงานนานขึ้นต่อชั่วโมง และมีอยู่สามถึงสี่เรื่องที่ทำให้มันทำงานนานขึ้นโดยที่ผู้ใช้ไม่ทันสังเกต
ผมจะเรียงลำดับให้ตามความคุ้มค่า เริ่มจากสิ่งที่ทำได้ทันทีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ไปจนถึงสิ่งที่ต้องลงทุน เพื่อให้คุณเลือกทำเฉพาะข้อที่ให้ผลจริงกับบ้านของคุณ
แอร์ใช้ไฟที่จุดใดมากที่สุด
ในแอร์หนึ่งชุดมีมอเตอร์อยู่สามตัว คือพัดลมคอยล์เย็นในห้อง พัดลมคอยล์ร้อนนอกบ้าน และคอมเพรสเซอร์ ตัวที่ใช้ไฟมากที่สุดอย่างเทียบกันไม่ได้เลยคือคอมเพรสเซอร์ ส่วนพัดลมสองตัวแรกใช้ไฟน้อยมากเมื่อเทียบกัน
สรุปให้เข้าใจง่ายคือ ค่าไฟของแอร์เท่ากับเวลาที่คอมเพรสเซอร์ทำงานสะสมในแต่ละเดือน ไม่ใช่เวลาที่คุณกดเปิดแอร์ หากคอมเพรสเซอร์ตัดได้เร็วและตัดได้บ่อย ค่าไฟจะต่ำ แต่หากทำงานต่อเนื่องโดยไม่ตัด ค่าไฟก็จะสูงแม้คุณจะเปิดแอร์เท่าเดิมครับ
ตั้งแอร์กี่องศาจึงเรียกว่าประหยัดไฟ
การไฟฟ้าแนะนำให้ตั้งอุณหภูมิแอร์ไว้ที่ 26–28 องศาเซลเซียส เหตุผลคือยิ่งตั้งต่ำ ช่องว่างระหว่างอุณหภูมิที่คุณตั้งไว้กับอากาศภายนอกก็ยิ่งกว้าง คอมเพรสเซอร์จึงต้องทำงานนานขึ้นกว่าจะถึงเป้าหมาย และเมื่อถึงแล้วก็รักษาระดับไว้ได้ยากกว่าด้วย
ผู้ที่ตั้งอุณหภูมิไว้ที่ 22 หรือ 23 องศาส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการอากาศที่ 22 องศา แต่ต้องการให้ห้องเย็นเร็วขึ้น นี่เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนซึ่งผมพบบ่อยที่สุดเรื่องหนึ่ง เพราะแอร์ไม่ได้ทำงานเหมือนก๊อกน้ำ การตั้ง 18 องศาไม่ได้ทำให้ห้องเย็นเร็วขึ้น เพียงแต่ทำให้คอมเพรสเซอร์ไม่ตัดจนกว่าอุณหภูมิห้องจะลงถึง 18 องศา ซึ่งบ้านทั่วไปมักไปไม่ถึง
| ตั้งไว้ที่ | สิ่งที่เกิดขึ้นกับคอมเพรสเซอร์ | ความรู้สึกในห้อง |
|---|---|---|
| 18–22 °C | ทำงานต่อเนื่องแทบไม่ตัด ในห้องที่กันความร้อนได้ไม่ดีอาจไม่ถึงค่าที่ตั้งไว้ | เย็นจัด แต่ค่าไฟสูงสุดและมักตื่นมาห่มผ้าหนา |
| 23–25 °C | ตัดบ้างแต่รอบทำงานยังยาว | เย็นสบายชัดเจน ค่าไฟปานกลางค่อนไปทางสูง |
| 26–28 °C | ตัดเป็นรอบสม่ำเสมอ รอบทำงานสั้นลง | ค่าที่การไฟฟ้าแนะนำ สบายเพียงพอหากมีลมช่วย |
| 29 °C ขึ้นไป | ตัดบ่อยมาก ทำงานน้อย | หลายคนเริ่มรู้สึกอบ ต้องพึ่งพัดลมมากขึ้น |
พัดลมคือวิธีลดค่าไฟที่ต้นทุนต่ำที่สุด
พัดลมไม่ได้ทำให้อากาศเย็นลง แต่ทำให้เหงื่อระเหยจากผิวเร็วขึ้น ร่างกายจึงรู้สึกเย็นกว่าอุณหภูมิจริงของอากาศ นี่คือเหตุผลที่ห้องอุณหภูมิ 27 องศาซึ่งมีลมพัดผ่าน รู้สึกสบายกว่าห้องอุณหภูมิ 25 องศาที่อากาศนิ่งสนิท
- ตั้งแอร์ที่ 26–27 องศาแล้วเปิดพัดลมเบา ๆ ให้ลมพัดผ่านตัว จะรู้สึกสบายใกล้เคียงกับการตั้งอุณหภูมิที่ต่ำกว่านั้นมาก
- พัดลมใช้ไฟน้อยกว่าคอมเพรสเซอร์มาก การเพิ่มพัดลมเพื่อลดภาระของคอมเพรสเซอร์จึงคุ้มค่าเสมอ
- วางพัดลมให้ลมหมุนเวียนทั่วห้อง ไม่ใช่จ่อที่ตัวเพียงอย่างเดียว จะช่วยกระจายลมเย็นจากแอร์ให้ทั่วห้องด้วย
- หากมีพัดลมเพดาน ใช้ร่วมกับแอร์ได้ผลดีมาก เพราะช่วยดันอากาศเย็นที่สะสมอยู่ด้านล่างให้หมุนเวียนขึ้น
- ปิดพัดลมเมื่อไม่มีคนอยู่ในห้อง เพราะพัดลมช่วยที่ความรู้สึกของผู้ใช้ ไม่ได้ช่วยลดอุณหภูมิห้อง
คอยล์สกปรกทำให้แอร์ใช้ไฟเพิ่มขึ้นอย่างไร
หัวข้อนี้คือแกนหลักของทั้งหน้านี้ และเป็นเรื่องที่ถูกมองข้ามมากที่สุดเพราะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปจนไม่ทันสังเกต แอร์มีคอยล์สองชุดที่ต้องสะอาดจึงจะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
คอยล์เย็นอยู่ภายในห้อง หน้าที่คือดูดความร้อนออกจากอากาศ หากฝุ่นเกาะครีบคอยล์จนแน่น อากาศจะไหลผ่านได้น้อยลง แอร์จึงดึงความร้อนออกจากห้องได้ช้าลง อุณหภูมิห้องจึงลดลงช้า และคอมเพรสเซอร์ต้องทำงานต่อเนื่องโดยไม่ตัด
ส่วนคอยล์ร้อนอยู่นอกบ้าน หน้าที่คือระบายความร้อนออกสู่อากาศภายนอก หากครีบอุดตันด้วยฝุ่นหรือใบไม้ ความร้อนจะระบายออกไม่ทัน แรงดันในระบบสูงขึ้น คอมเพรสเซอร์ต้องออกแรงมากขึ้นเพื่ออัดน้ำยาปริมาณเท่าเดิม จึงใช้ไฟมากขึ้นทันทีทั้งที่ได้ความเย็นเท่าเดิมหรือน้อยกว่าเดิม
| อาการ | สาเหตุที่น่าสงสัย | แนวทางแก้ไข |
|---|---|---|
| ลมออกเบาลงกว่าที่เคย | แผ่นกรองหรือคอยล์เย็นตัน | ล้างแผ่นกรองเองก่อน หากไม่ดีขึ้นต้องล้างคอยล์ |
| ต้องลดอุณหภูมิลงเรื่อย ๆ เพื่อให้รู้สึกเท่าเดิม | คอยล์เย็นตันสะสม | ถึงเวลาล้างใหญ่แล้ว |
| คอมเพรสเซอร์แทบไม่เคยตัดเลย | ตั้งอุณหภูมิต่ำเกินไป หรือคอยล์ตัน | ปรับขึ้นเป็น 26 องศาก่อน หากยังไม่ตัดควรให้ช่างตรวจสอบ |
| เย็นตอนกลางคืนแต่กลางวันไม่เย็น | คอยล์ร้อนระบายความร้อนไม่ทัน | ล้างคอยล์ร้อน และตรวจสอบว่ามีสิ่งของบังทางลมหรือไม่ |
| แอร์ตัดบ่อยผิดปกติแล้วกลับมาเอง | คอยล์ร้อนตันจนเครื่องป้องกันตัวเอง | ควรให้ช่างตรวจสอบ ไม่ควรปล่อยไว้นาน |
สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แนะนำว่าการล้างแอร์ทุก 6 เดือนช่วยประหยัดไฟได้ราว 10% สำหรับการใช้งานทั่วไป สิ่งที่ผมอยากเน้นคือตัวเลขนี้มาจากการล้างที่ทำให้คอยล์สะอาดจริงทั้งคอยล์เย็นและคอยล์ร้อน ไม่ใช่การถอดแผ่นกรองมาล้างแล้วเรียกว่าล้างแอร์
ปิดแอร์ตอนออกจากห้อง ประหยัดไฟกว่าหรือไม่
นี่เป็นคำถามที่ได้รับบ่อยที่สุดข้อหนึ่ง คำตอบขึ้นอยู่กับสองปัจจัย คือคุณจะออกจากห้องนานเท่าใด และแอร์ของคุณเป็นระบบอินเวอร์เตอร์หรือไม่
แอร์ธรรมดาทำงานในรูปแบบเปิดสุดหรือตัดสนิทเท่านั้น ส่วนแอร์อินเวอร์เตอร์ปรับรอบคอมเพรสเซอร์ได้ เมื่อถึงอุณหภูมิเป้าหมายจะลดรอบลงเดินเบาเพื่อรักษาอุณหภูมิ ซึ่งใช้ไฟน้อยกว่าช่วงเริ่มทำความเย็นใหม่จากห้องที่ร้อนแล้วอย่างมาก
| ระยะเวลาที่ออกจากห้อง | แอร์ธรรมดา | แอร์อินเวอร์เตอร์ |
|---|---|---|
| ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เช่น ลงไปหยิบของ | เปิดทิ้งไว้ | เปิดทิ้งไว้ |
| ครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมง | ปิดได้หากห้องเก็บความเย็นได้ดี | เปิดทิ้งไว้มักคุ้มกว่า |
| เกินหนึ่งถึงสองชั่วโมง | ปิด | ปิด |
| ออกไปทำงานทั้งวัน | ปิดแน่นอน | ปิดแน่นอน |
เหตุผลที่การปิดแล้วเปิดใหม่ทุกครึ่งชั่วโมงไม่คุ้มค่า คือช่วงที่ใช้ไฟหนักที่สุดคือช่วงดึงอุณหภูมิห้องที่ร้อนแล้วให้กลับลงมาถึงเป้าหมาย ไม่ใช่ช่วงรักษาอุณหภูมิ การปิดบ่อยเกินไปจึงเท่ากับบังคับให้แอร์ทำงานในช่วงที่ใช้ไฟหนักซ้ำ ๆ
ฉลากเบอร์ 5 กับค่า SEER อ่านอย่างไรให้เข้าใจ
หากคุณกำลังจะซื้อเครื่องใหม่ ตัวเลขที่ควรพิจารณาไม่ใช่เพียงคำว่าเบอร์ 5 เพราะฉลากประหยัดไฟรุ่นปัจจุบันมีดาวกำกับเพิ่มเข้ามาด้วย ยิ่งจำนวนดาวมากก็ยิ่งประหยัดกว่าในระดับเบอร์ 5 ด้วยกันเอง
ส่วนค่า SEER คือค่าประสิทธิภาพตามฤดูกาล อธิบายอย่างง่ายคือความเย็นที่ได้ต่อไฟฟ้าที่ใช้ เมื่อคิดรวมทั้งช่วงที่เครื่องทำงานหนักและช่วงที่ทำงานเบา ยิ่งค่า SEER สูงก็ยิ่งประหยัดไฟกว่าเมื่อเทียบกับเครื่องขนาด BTU เท่ากัน
- การเทียบค่า SEER มีความหมายเฉพาะเมื่อเป็นแอร์ขนาด BTU ใกล้เคียงกันเท่านั้น การเทียบข้ามขนาดไม่ให้ข้อมูลที่ใช้ได้
- บนฉลากมีตัวเลขประมาณการค่าไฟต่อปีระบุไว้ด้วย ซึ่งผมมองว่าใช้เปรียบเทียบระหว่างรุ่นได้ง่ายกว่าการดูค่า SEER โดยตรง
- ค่า SEER สูงมักมาพร้อมราคาเครื่องที่สูงกว่า ควรประเมินว่าคุณเปิดแอร์กี่ชั่วโมงต่อวัน หากเปิดทั้งคืนทุกคืน ส่วนต่างจะคืนทุนได้ แต่หากเปิดเป็นครั้งคราวอาจไม่คุ้ม
- เครื่องประหยัดไฟที่ติดตั้งผิดขนาดหรือไม่เคยล้าง ก็ใช้ไฟได้มากกว่าเครื่องธรรมดาที่ดูแลอย่างสม่ำเสมอ
รายการตรวจสอบเพื่อลดค่าไฟที่เริ่มทำได้ทันที
- 1
ปรับรีโมทขึ้นมาที่ 26 องศา
ทำได้ทันทีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย หากรู้สึกว่ายังไม่เย็นพอ ให้เพิ่มพัดลมก่อน ยังไม่ควรลดอุณหภูมิกลับลงไป
- 2
ถอดแผ่นกรองมาล้าง
ใช้เวลาราวสิบนาที ล้างด้วยน้ำเปล่าแล้วผึ่งให้แห้งสนิทก่อนใส่กลับ ทำเองได้ทุก 2–4 สัปดาห์ในช่วงที่ฝุ่นหนาแน่นโดยไม่ต้องเรียกช่าง
- 3
ตรวจสภาพคอยล์ร้อนนอกบ้าน
ดูว่ามีใบไม้ ถุงพลาสติก หรือสิ่งของวางบังช่องลมหรือไม่ และตัวเครื่องได้รับแสงแดดจัดตลอดวันหรือไม่ หากทำที่บังแดดโดยไม่บังทางลมได้ จะช่วยได้พอสมควร
- 4
ปิดช่องทางที่อากาศร้อนเข้าห้อง
ปิดม่านในช่วงที่แดดส่อง อุดช่องใต้ประตู แล้วตรวจสอบรูท่อแอร์ที่เจาะทะลุผนังว่ายังอุดสนิทอยู่หรือไม่
- 5
ตรวจสอบว่าล้างแอร์ครั้งล่าสุดเมื่อใด
หากเกิน 6 เดือน หรือเพิ่งผ่านฤดูหมอกควันมาโดยยังไม่ได้ล้าง ข้อนี้คือสิ่งที่คุ้มค่าที่สุดในทั้งหมดครับ
- 6
จดหน่วยไฟฟ้าก่อนและหลังล้าง
อ่านมิเตอร์ในเวลาเดียวกันของวัน ทั้งก่อนล้างและหลังล้างประมาณหนึ่งสัปดาห์ คุณจะเห็นผลด้วยตัวเลขของตัวเองแทนการอาศัยคำบอกเล่า
หากค่าไฟสูงขึ้นแต่ยังไม่แน่ใจว่ามาจากแอร์เครื่องใด แจ้งรายละเอียดเข้ามาได้ ผมตรวจอุณหภูมิลมออกและสภาพคอยล์ให้ดู แล้วแจ้งตามจริงว่าการล้างจะช่วยได้มากน้อยเพียงใด หรือสาเหตุอยู่ที่จุดอื่น
สรุป
- ค่าไฟของแอร์เท่ากับเวลาที่คอมเพรสเซอร์ทำงานสะสม ไม่ใช่เวลาที่คุณกดเปิดแอร์
- การไฟฟ้าแนะนำให้ตั้งที่ 26–28 องศา และการตั้งต่ำกว่านั้นไม่ได้ทำให้ห้องเย็นเร็วขึ้น
- พัดลมใช้ไฟน้อยกว่าคอมเพรสเซอร์มาก การใช้ร่วมกับแอร์จึงเป็นวิธีที่คุ้มค่าที่สุด
- คอยล์สกปรกทำให้คอมเพรสเซอร์ทำงานนานขึ้นทุกรอบ การล้างทุก 6 เดือนช่วยประหยัดไฟได้ราว 10% ตามคำแนะนำของ ERDI ม.เชียงใหม่
- ออกจากห้องไม่ถึงครึ่งชั่วโมงควรเปิดทิ้งไว้ หากเกินหนึ่งถึงสองชั่วโมงควรปิด
- เครื่องเบอร์ 5 ที่ติดตั้งผิดขนาดหรือไม่เคยล้าง ก็ใช้ไฟได้มากกว่าเครื่องธรรมดาที่ดูแลอย่างสม่ำเสมอ