ผู้อ่านจำนวนมากที่เข้ามาหน้านี้กำลังพิจารณาว่าควรเรียกช่างหรือดำเนินการเองได้ ผมตอบตามข้อเท็จจริงว่าทำเองได้บางส่วน และส่วนที่ทำเองได้นั้นผมสนับสนุนให้ทำ เพราะช่วยรักษาสภาพเครื่องระหว่างรอบล้างใหญ่ได้จริง คำแนะนำสุดขั้วทั้งสองด้าน คือห้ามแตะเครื่องเลย หรือดูแลเองได้ทั้งหมดโดยไม่ต้องใช้ช่าง ล้วนคลาดเคลื่อน เส้นแบ่งที่ถูกต้องอยู่ตรงกลางและระบุได้ชัดเจนกว่าที่หลายคนคิด
เกณฑ์ที่ผมใช้แบ่งนั้นชัดเจน ชิ้นส่วนใดที่ผู้ผลิตออกแบบมาให้ถอดได้ด้วยมือเปล่า ชิ้นส่วนนั้นคุณถอดออกมาดูแลเองได้ ส่วนงานที่ต้องใช้ไขควง ต้องใช้แรงดันน้ำ ต้องเกี่ยวข้องกับสายไฟ หรือต้องดำเนินการกับสารทำความเย็น ควรเป็นงานของช่าง ต่อไปนี้ผมจะแจกแจงให้เห็นทั้งสองฝั่ง
5 อย่างที่คุณทำเองได้ และควรทำ
ห้าข้อนี้ไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษใด ๆ และรวมกันแล้วใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง หากทำอย่างสม่ำเสมอ อัตราการอุดตันของเครื่องจะลดลงจนคุณสังเกตได้ โดยเฉพาะช่วงฤดูหมอกควันของเชียงใหม่ที่ปริมาณฝุ่นเข้าสู่เครื่องสูงกว่าฤดูอื่น
- 1
ล้างแผ่นกรองอากาศ
เป็นงานที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในบรรดางานทั้งหมด เพราะแผ่นกรองคือด่านแรกที่กันฝุ่นไม่ให้เข้าคอยล์ แนะนำทุก 2–4 สัปดาห์ในฤดูหมอกควัน และทุก 1–2 เดือนในฤดูอื่น
- 2
เช็ดหน้ากากและช่องลม
ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดเช็ดหน้ากากด้านนอกและครีบบานสวิงเท่าที่มือเข้าถึง เพราะฝุ่นที่เกาะบริเวณนี้จะถูกลมเป่ากลับเข้าห้องทุกครั้งที่เปิดเครื่อง
- 3
ดูดฝุ่นรอบตัวเครื่องและผนังด้านบน
ฝุ่นบนหลังคาเครื่องและผนังเหนือแอร์จะถูกดูดเข้าช่องลมกลับตลอดเวลา ใช้เครื่องดูดฝุ่นหัวแปรงดูดเบา ๆ เดือนละครั้ง ให้ผลดีกว่าที่หลายคนประเมินไว้
- 4
เคลียร์พื้นที่รอบคอยล์ร้อน
คอยล์ร้อนคือชุดที่ติดตั้งนอกอาคารและต้องระบายความร้อนออก หากมีใบไม้ กระถางต้นไม้ ผ้าคลุม หรือสิ่งของวางบังอยู่ ควรย้ายออกให้มีพื้นที่ว่างโดยรอบ ส่วนใบไม้ที่ติดตะแกรงสามารถเก็บออกด้วยมือได้
- 5
สังเกตและบันทึกอาการผิดปกติ
ลมเบาลงหรือไม่ มีกลิ่นตอนเปิดเครื่องหรือไม่ มีน้ำหยดจุดใด เสียงเปลี่ยนไปหรือไม่ บันทึกไว้แล้วแจ้งผมตอนนัดหมาย จะช่วยให้ผมระบุสาเหตุได้เร็วขึ้นและลดเวลาหน้างานของคุณ
ล้างแผ่นกรองให้ถูกวิธี ทำตามลำดับนี้
หลายบ้านล้างแผ่นกรองเป็นประจำอยู่แล้ว แต่มักพลาดรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ทำให้ได้ผลไม่เต็มที่ หรือกลายเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมให้เชื้อราเติบโตแทน ลำดับขั้นตอนที่ถูกต้องเป็นดังนี้
- 1ปิดรีโมทแล้วสับเบรกเกอร์แอร์ลง ไม่ควรถอดขณะที่เครื่องยังมีไฟเข้า
- 2เปิดฝาหน้าขึ้นช้า ๆ จนสุด แอร์ส่วนใหญ่มีตัวค้างฝาอยู่แล้ว จึงไม่ต้องออกแรงดัน
- 3ดึงแผ่นกรองลงมาในแนวตรง หากรู้สึกติดให้ตรวจหาตัวล็อกก่อน ไม่ควรงัด เพราะพลาสติกเปราะและหักง่าย
- 4เคาะฝุ่นหยาบทิ้งในถังขยะก่อน แล้วจึงนำไปล้างน้ำ เพื่อไม่ให้ฝุ่นอุดท่อน้ำทิ้งในห้องน้ำ
- 5ฉีดน้ำจากด้านหลังทะลุมาด้านหน้า คือฉีดสวนทิศที่ฝุ่นเข้าไป หากมีคราบมันสามารถผสมน้ำยาล้างจานเจือจางได้
- 6สะบัดน้ำออกแล้วผึ่งในที่ร่มลมโกรก ไม่ควรตากแดดจัด เพราะพลาสติกจะบิดจนใส่กลับไม่ได้
- 7ใส่กลับเมื่อแห้งสนิทเท่านั้น กดให้เข้าล็อกครบทุกจุด ปิดฝา แล้วจึงยกเบรกเกอร์ขึ้น
4 อย่างที่ทำเองแล้วทำให้แอร์เสียหาย
สี่ข้อต่อไปนี้เป็นความเสียหายที่พบซ้ำจากงานที่ผมรับ ในบ้านที่ดำเนินการล้างเองแบบเต็มรูปแบบ และค่าซ่อมของแต่ละกรณีสูงกว่าค่าล้างหลายเท่า ผมจึงเห็นว่าควรแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
1. ฉีดน้ำล้างคอยล์เย็นด้วยตัวเอง
การล้างคอยล์เย็นต้องใช้แรงดันน้ำที่ควบคุมได้ คือแรงพอจะดันคราบออกจากร่องครีบ แต่ไม่แรงจนครีบอะลูมิเนียมล้มพับ ครีบที่ล้มพับจะปิดทางลมอย่างถาวร ส่งผลให้ความสามารถในการทำความเย็นลดลงตลอดอายุการใช้งาน และไม่สามารถดัดกลับให้เหมือนเดิมได้ อีกประเด็นที่มักถูกมองข้ามคือ หากไม่มีถุงรองน้ำคลุมทั้งตัวเครื่อง น้ำสกปรกทั้งหมดจะไหลลงผนังและเฟอร์นิเจอร์
2. ล้างโดยไม่ตัดไฟ หรือปล่อยให้น้ำเข้าแผงวงจร
แผงควบคุมของแอร์ติดตั้งอยู่ฝั่งขวาของตัวเครื่องใต้ฝาครอบ ซึ่งเป็นจุดที่น้ำเข้าถึงได้ง่ายที่สุดหากฉีดโดยไม่มีการหุ้มกันน้ำ แผงวงจรที่สัมผัสน้ำมักไม่เสียหายทันที แต่จะแสดงอาการเมื่อจ่ายไฟในรอบถัดไป และราคาอะไหล่ชิ้นนี้สูงเมื่อเทียบกับค่าล้าง ผมจึงสับเบรกเกอร์และหุ้มแผงวงจรก่อนเริ่มงานทุกครั้ง โดยไม่มีข้อยกเว้น
3. เติมหรือปล่อยน้ำยาแอร์เอง
น้ำยาแอร์อยู่ในระบบปิดที่มีแรงดัน โดยปกติจึงไม่ลดลงเอง หากตรวจพบว่าน้ำยาพร่อง แปลว่าระบบมีรอยรั่ว การเติมโดยไม่ตรวจหารอยรั่วก่อนจึงเป็นการเสียค่าใช้จ่ายกับสารทำความเย็นที่จะรั่วออกไปอีกครั้ง นอกจากนี้การเติมเกินก็เป็นอันตรายไม่น้อยกว่าการขาด เพราะแรงดันด้านสูงจะเกินเกณฑ์จนคอมเพรสเซอร์รับภาระหนัก และประเด็นสำคัญที่สุดคือสารทำความเย็นที่สัมผัสผิวหนังทำให้เกิดแผลจากความเย็นจัดได้ทันที
4. ถอดใบพัดกรงกระรอกออกมาล้างเอง
ใบพัดกรงกระรอกคือชิ้นส่วนทรงกระบอกยาวที่มีครีบเล็ก ๆ เรียงรอบตัว ทำหน้าที่ดูดอากาศผ่านคอยล์ และเป็นจุดที่เชื้อรากับคราบสะสมหนาที่สุดในเครื่อง แต่การถอดต้องคลายสกรูล็อกเพลาที่อยู่ลึก และการใส่กลับต้องได้ศูนย์พอดี หากเพลาเยื้องแม้เพียงเล็กน้อยจะเกิดเสียงครูดและการสั่นตลอดเวลา รวมถึงมอเตอร์จะรับภาระเยื้องจนบุชสึกหรอเร็ว นี่คือเหตุผลที่การถอดใบพัดเป็นหัวใจของงาน Premium Full Wash และเป็นงานที่ผมไม่แนะนำให้ดำเนินการเอง
ตารางสรุป งานใดทำเองได้ งานใดต้องใช้ช่าง
| งาน | ทำเองได้หรือไม่ | เหตุผล |
|---|---|---|
| ล้างแผ่นกรองอากาศ | ได้ | ออกแบบมาให้ถอดด้วยมือเปล่า ไม่มีไฟฟ้าหรือแรงดันเข้ามาเกี่ยว |
| เช็ดหน้ากากและบานสวิง | ได้ | เป็นพลาสติกภายนอก ใช้ผ้าหมาดเช็ดได้ปลอดภัย |
| เก็บใบไม้ ย้ายของรอบคอยล์ร้อน | ได้ | เป็นการจัดพื้นที่ระบายความร้อน ไม่ได้แตะตัวเครื่อง |
| ล้างคอยล์เย็นด้วยน้ำ | ไม่ได้ | ต้องคุมแรงดันน้ำและต้องหุ้มกันน้ำทั้งตัวเครื่องก่อน |
| ล้างคอยล์ร้อนด้วยน้ำ | ไม่ได้ | ครีบล้มง่าย และมีจุดไฟฟ้ากับคาปาซิเตอร์อยู่ในตัวเครื่อง |
| ถอดหน้ากากทั้งชุด | ไม่แนะนำ | ตัวล็อกซ่อนและเปราะ หักแล้วหาอะไหล่ยากในหลายรุ่น |
| ถอดใบพัดกรงกระรอก | ไม่ได้ | ต้องคลายสกรูล็อกเพลาและใส่กลับให้ได้ศูนย์ หากคลาดเคลื่อนมอเตอร์จะเสียหาย |
| เช็คและเติมน้ำยา | ไม่ได้ | ระบบแรงดัน ต้องใช้เกจวัด และการเติมเกินอันตรายพอกับการขาด |
| ตรวจกระแสไฟ เปลี่ยนคาปาซิเตอร์ | ไม่ได้ | งานไฟฟ้าโดยตรง คาปาซิเตอร์เก็บประจุไว้แม้ตัดไฟแล้ว |
| ล้างท่อน้ำทิ้งที่ตัน | ไม่ได้ | ต้องใช้ลมหรือปั๊มดันจากทิศที่ถูกต้อง ดันผิดทางน้ำจะย้อนเข้าเครื่อง |
เหตุใดงานที่ใช้แรงดันน้ำจึงต้องใช้ช่าง
หลายคนเข้าใจว่าการล้างแอร์คือการฉีดน้ำใส่คอยล์ ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของงาน ในทางปฏิบัติมีสามส่วนที่ต้องทำไปพร้อมกัน ส่วนแรกคือการป้องกันไม่ให้น้ำเข้าสู่จุดที่ไม่ควรเข้า ส่วนที่สองคือการใช้แรงดันให้เหมาะกับความหนาของคราบ และส่วนที่สามคือการรวบรวมน้ำสกปรกออกไปให้หมดโดยไม่ให้เปื้อนพื้นที่ของคุณ
ส่วนที่สามคือส่วนที่เจ้าของบ้านมักประเมินไว้ต่ำกว่าความเป็นจริง น้ำที่ออกมาจากคอยล์ที่ไม่ได้ล้างมาหนึ่งปีจะมีสีดำหรือน้ำตาลเข้ม ปนเขม่าและคราบชีวภาพ หากไม่มีถุงรองน้ำคลุมรอบตัวเครื่องและผ้าใบปูรองพื้นใต้จุดทำงาน น้ำจะไหลลงผนัง หัวเตียง และพื้นไม้ ซึ่งทำความสะอาดคืนได้ยาก ผมจึงปูผ้าใบกันเปื้อนหนา 2 ชั้นทุกงาน และนับเป็นส่วนหนึ่งของงาน ไม่ใช่บริการเสริม
ล้างเองประหยัดค่าใช้จ่ายได้เท่าใด
ผมคำนวณเป็นตัวเลขให้เห็นภาพ ค่าล้างธรรมดาสำหรับแอร์ 9,000–18,000 BTU อยู่ที่ 600 บาทต่อเครื่อง หากล้าง 3 เครื่องขึ้นไปในรอบเดียวคิดเครื่องละ 550 บาท บ้านทั่วไปล้างปีละสองครั้ง ต้นทุนการดูแลแอร์หนึ่งเครื่องจึงอยู่ราวหนึ่งพันกว่าบาทต่อปี
เมื่อนำไปเทียบกับความเสี่ยง ได้แก่ ครีบคอยล์ที่ล้มพับแล้วแก้ไขไม่ได้ แผงวงจรที่เสียหายจากน้ำ และมอเตอร์ที่เสียเพราะใส่ใบพัดไม่ได้ศูนย์ ทั้งสามกรณีมีค่าอะไหล่บวกค่าแรงสูงกว่าค่าล้างทั้งปีหลายเท่า ข้อสรุปคือการล้างแผ่นกรองเองคุ้มค่ามาก เพราะแทบไม่มีความเสี่ยง ส่วนการล้างคอยล์เองไม่คุ้มค่าเมื่อพิจารณาจากมูลค่าความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นครับ
สรุป
- งานที่ทำเองได้และผมแนะนำให้ทำ คือล้างแผ่นกรอง เช็ดหน้ากาก ดูดฝุ่นรอบเครื่อง เคลียร์พื้นที่รอบคอยล์ร้อน และบันทึกอาการผิดปกติ
- การล้างแผ่นกรองต้องตัดไฟก่อน ฉีดสวนทิศ และผึ่งให้แห้งสนิทก่อนใส่กลับ
- ไม่ควรฉีดน้ำล้างคอยล์เอง โดยเฉพาะด้วยเครื่องฉีดล้างรถ เพราะครีบที่ล้มแล้วแก้ไขไม่ได้
- ไม่ควรเติมน้ำยาเอง เพราะน้ำยาพร่องแปลว่ามีรอยรั่ว ต้องตรวจหารอยรั่วก่อนเติม
- ไม่ควรถอดใบพัดกรงกระรอกเอง เพราะการใส่กลับไม่ได้ศูนย์จะทำให้มอเตอร์เสียหาย
- งานที่คุณทำเองช่วยยืดระยะระหว่างรอบได้จริง แต่ยังไม่ทดแทนการล้างใหญ่ปีละสองครั้ง
หากล้างแผ่นกรองเองแล้วแอร์ยังทำความเย็นได้ไม่เท่าเดิม หรือยังมีกลิ่นอยู่ แสดงว่าสาเหตุอยู่ลึกกว่าจุดที่ดูแลเองได้ แจ้งอาการเข้ามาได้ทาง LINE หรือโทรศัพท์ ผมประเมินเบื้องต้นให้ก่อนว่าน่าจะเกิดจากอะไรและควรเลือกการล้างแบบใด โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการสอบถาม