ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
โปรเฟรชแคร์ช่างแอร์เชียงใหม่ ถึงบ้าน

ดูแลรักษา

ล้างแอร์ธรรมดา 500 กับถอดล้าง 2,300–2,500 — ต่างกันอย่างไร และบ้านแบบใดควรจ่ายเพิ่ม

ราคาต่างกันกว่าสามเท่า แต่ไม่ใช่ทุกบ้านที่จำเป็นต้องเลือกบริการที่มีราคาสูงกว่า ผมจะอธิบายตามเกณฑ์ที่ใช้จริงหน้างานว่ากรณีใดที่การล้างแบบมาตรฐานเพียงพอ และกรณีใดที่การถอดล้างเป็นทางเลือกเดียวที่แก้ปัญหาได้

ช่างยกแผงคอยล์โลหะสองชิ้นเทียบกัน ชิ้นซ้ายยังมีคราบดำ ชิ้นขวาล้างจนสะอาด
ช่างยกแผงคอยล์โลหะสองชิ้นเทียบกัน ชิ้นซ้ายยังมีคราบดำ ชิ้นขวาล้างจนสะอาด
เขียนโดย ช่างอาร์ม · โปรเฟรชแคร์อ่าน 7 นาที

ต้องการให้ช่างตรวจอาการนี้?

ล้างแอร์เชียงใหม่ ถึงบ้าน 500 บาท · 3 เครื่องขึ้นไป เครื่องละ 450 บาท

ล้างธรรมดา 500.- หรือ Premium ถอดล้าง 100% 2,300–2,500.-

ส่วนต่างระหว่าง 500 บาทกับ 2,300–2,500 บาทเป็นระยะที่ห่างพอสมควร ลูกค้าจำนวนมากจึงติดต่อเข้ามาเพื่อขอความชัดเจนว่าควรเลือกแบบใด คำตอบโดยสรุปคือทั้งสองรายการเป็นงานคนละประเภท ไม่ใช่งานเดียวกันที่ทำละเอียดกว่า ล้างธรรมดาคือการทำความสะอาดเฉพาะจุดที่เข้าถึงได้โดยไม่รื้อเครื่อง ส่วนถอดล้างคือการแยกชิ้นส่วนออกมาล้างทีละชิ้นแล้วประกอบกลับ

ประเด็นที่สำคัญกว่าคือไม่ใช่ทุกบ้านที่จำเป็นต้องเลือกบริการที่มีราคาสูงกว่า หากแอร์ของคุณผ่านการล้างสม่ำเสมออยู่แล้วและไม่มีกลิ่น การชำระเพิ่มเป็นสองพันบาทจะไม่ให้ผลต่างอย่างมีนัยสำคัญ ผมจะอธิบายให้ชัดเจนว่าเส้นแบ่งอยู่ที่ใดครับ

ล้างธรรมดา 500 บาท ครอบคลุมงานใดบ้าง

การล้างธรรมดาที่ทำครบขั้นตอนไม่ใช่การฉีดน้ำผ่านช่องลมอย่างที่หลายท่านเข้าใจ ขั้นตอนที่ผมปฏิบัติจริงมีดังนี้

  1. 1สับเบรกเกอร์ตัดไฟ แล้วปูผ้าใบกันเปื้อนหนา 2 ชั้นรองพื้นและคลุมเฟอร์นิเจอร์
  2. 2ถอดฝาหน้าและหน้ากากออก หุ้มกันน้ำที่แผงวงจร ติดถุงรองน้ำรอบตัวเครื่อง
  3. 3ถอดแผ่นกรองออกมาล้างแยก
  4. 4ฉีดล้างคอยล์เย็นด้วยแรงดันที่ควบคุมได้ เพื่อไล่คราบออกจากร่องครีบ
  5. 5ล้างถาดรองน้ำและไล่ท่อน้ำทิ้งให้ระบายได้ตามปกติ
  6. 6ล้างคอยล์ร้อนนอกอาคาร เก็บใบไม้และฝุ่นที่ติดครีบ
  7. 7เช็ดชิ้นส่วนให้แห้ง ประกอบกลับ ทดสอบเดินเครื่องต่อหน้าคุณ
  8. 8เก็บงานให้พื้นและผนังแห้งสะอาดเหมือนสภาพก่อนเริ่มงาน

งานนี้ใช้เวลาราว 45–60 นาทีต่อเครื่อง และแก้ปัญหาหลักได้คือคอยล์อุดตันจนลมออกน้อยและทำความเย็นได้ช้า ราคาสำหรับขนาด 9,000–18,000 BTU เครื่องละ 500 บาท หากล้าง 3 เครื่องขึ้นไปในรอบเดียวคิดเครื่องละ 450 บาท ส่วนขนาด 18,001–36,000 BTU อยู่ที่ 650 บาท หาก 2 เครื่องขึ้นไปคิดเครื่องละ 600 บาท พร้อมรับประกันงาน 30 วัน

Premium Full Wash 2,300–2,500 บาท แตกต่างอย่างไร

Premium Full Wash คือการถอดชิ้นส่วนออกมาล้างแยก 100% หมายความว่าชิ้นส่วนที่ถอดได้จะถูกยกออกจากโครงเครื่องมาล้างทีละชิ้น รวมถึงใบพัดกรงกระรอกซึ่งเป็นจุดที่การล้างธรรมดาเข้าไม่ถึง จากนั้นจึงฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อก่อนประกอบกลับ

ความแตกต่างที่ผู้ใช้งานสัมผัสได้ชัดที่สุดคือเรื่องกลิ่นและสิ่งที่ปนออกมากับลม เพราะคราบชีวภาพที่เกาะตามร่องใบพัดและซอกถาดน้ำทิ้งคือแหล่งกำเนิดกลิ่นอับที่แท้จริง ซึ่งการฉีดผ่านคอยล์ไม่ได้เข้าถึงจุดดังกล่าวเลย งานนี้ใช้เวลาราว 1.5–2 ชั่วโมงต่อเครื่อง และรับประกัน 30 วัน

ตารางเปรียบเทียบทีละหัวข้อ

  • หัวข้อราคา (9,000–18,000 BTU)
    ล้างธรรมดา
    500 บาท (3 เครื่องขึ้นไป 450 บาท)
    Premium Full Wash
    2,300–2,500 บาท
  • หัวข้อเวลาต่อเครื่อง
    ล้างธรรมดา
    ประมาณ 45–60 นาที
    Premium Full Wash
    ประมาณ 1.5–2 ชั่วโมง
  • หัวข้อถอดฝาหน้าและหน้ากาก
    ล้างธรรมดา
    ถอด
    Premium Full Wash
    ถอด
  • หัวข้อล้างคอยล์เย็น
    ล้างธรรมดา
    ล้างด้วยแรงดันน้ำ
    Premium Full Wash
    ล้างด้วยแรงดันน้ำ เข้าถึงได้ทั่วถึงกว่าเพราะถอดชิ้นส่วนออกแล้ว
  • หัวข้อใบพัดกรงกระรอก
    ล้างธรรมดา
    ล้างได้เฉพาะผิวที่เข้าถึงได้
    Premium Full Wash
    ถอดออกมาล้างแยกทั้งชิ้น
  • หัวข้อถาดรองน้ำและท่อน้ำทิ้ง
    ล้างธรรมดา
    ล้างและไล่ท่อในตำแหน่งเดิม
    Premium Full Wash
    ถอดออกมาล้างแยก
  • หัวข้อน้ำยาฆ่าเชื้อ
    ล้างธรรมดา
    ไม่รวม
    Premium Full Wash
    ฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อ
  • หัวข้อล้างคอยล์ร้อน
    ล้างธรรมดา
    รวม
    Premium Full Wash
    รวม
  • หัวข้อแก้กลิ่นอับได้หรือไม่
    ล้างธรรมดา
    ได้บางส่วน หากกลิ่นยังไม่ลงลึก
    Premium Full Wash
    ได้ตรงจุด เพราะเข้าถึงต้นเหตุของกลิ่น
  • หัวข้อรับประกัน
    ล้างธรรมดา
    30 วัน
    Premium Full Wash
    30 วัน

ใบพัดกรงกระรอก คือจุดที่ทำให้ราคาแตกต่างกัน

หากต้องการเข้าใจว่าเหตุใดสองบริการนี้จึงมีราคาแตกต่างกัน ต้องเริ่มจากชิ้นส่วนเดียวคือใบพัดกรงกระรอก ซึ่งเป็นทรงกระบอกยาวที่มีครีบเล็ก ๆ เรียงรอบตัว ติดตั้งอยู่หลังคอยล์เย็น ทำหน้าที่หมุนดูดอากาศผ่านคอยล์แล้วเป่าออกมาที่ช่องลม

ปัญหาคือทุกสิ่งที่ลอยผ่านคอยล์เข้ามาจะไปเกาะที่ร่องระหว่างครีบใบพัด และร่องเหล่านั้นแคบเกินกว่าหัวฉีดจะเข้าถึง เมื่อได้รับความชื้นจากการทำงานตามปกติของแอร์ คราบบริเวณนั้นจะกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อรา ลมที่เป่าออกมาทุกครั้งจึงพากลิ่นและสปอร์ออกมาสู่อากาศที่คุณหายใจด้วย

บ้านแบบใดควรเลือกบริการพรีเมี่ยม

ผมไม่ได้แนะนำให้ทุกบ้านเลือกบริการพรีเมี่ยม แต่หากบ้านของคุณเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ การชำระเพิ่มถือว่าคุ้มค่า

  • แอร์มีกลิ่นอับหรือกลิ่นเปรี้ยวตอนเปิดเครื่อง และล้างธรรมดาไปแล้วกลิ่นยังกลับมา
  • ไม่ได้ล้างมาเกินหนึ่งปี หรือเพิ่งผ่านฤดูหมอกควันของเชียงใหม่มาโดยไม่ได้ล้างเลยทั้งฤดู
  • มีสมาชิกในบ้านเป็นภูมิแพ้ หอบหืด มีเด็กเล็ก หรือผู้สูงอายุ
  • เป็นแอร์ห้องนอน ซึ่งเป็นห้องที่คุณหายใจต่อเนื่องยาวที่สุดในแต่ละวัน
  • เป็นแอร์ร้านอาหารหรือครัวที่มีไอน้ำมันเกาะ เพราะคราบเหนียวลักษณะนี้การล้างธรรมดาไม่สามารถขจัดออกได้
  • บ้านที่มีสัตว์เลี้ยง เพราะขนที่หลุดเข้าเครื่องจะไปพันอยู่ที่ใบพัดเป็นหลัก
  • เห็นจุดดำลักษณะคล้ายตะไคร่ที่ช่องลมหรือครีบบานสวิง ซึ่งแปลว่าเชื้อราลามออกมาถึงด้านนอกแล้ว

กรณีใดยังไม่จำเป็นต้องจ่ายเพิ่ม

กรณีที่ยังไม่จำเป็นต้องถอดล้างก็สำคัญไม่น้อยกว่ากัน เพราะมีลูกค้าจำนวนหนึ่งติดต่อเข้ามาขอถอดล้างทั้งที่สภาพเครื่องยังไม่จำเป็น ในกรณีเช่นนี้ผมจะแจ้งตามจริงว่าการล้างแบบมาตรฐานเพียงพอแล้วในรอบนี้

  • ล้างสม่ำเสมอปีละสองครั้งอยู่แล้ว และไม่มีกลิ่น
  • แอร์ติดตั้งใหม่ หรือใช้งานมายังไม่ถึงหนึ่งปี
  • แอร์ในห้องที่แทบไม่ได้เปิดใช้ เช่น ห้องรับแขกหรือห้องเก็บของ
  • เพิ่งถอดล้างไปเมื่อไม่ถึงหนึ่งปี และยังไม่มีอาการผิดปกติ
  • ปัญหาที่พบคือไม่เย็นเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีกลิ่น ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องความสะอาด ควรตรวจหาสาเหตุก่อน

เมื่อคิดเป็นรายปีแล้วคุ้มค่าหรือไม่

ลองพิจารณาเป็นรอบสามปีสำหรับแอร์ห้องนอนหนึ่งเครื่องขนาด 12,000 BTU รูปแบบแรกคือล้างธรรมดาปีละสองครั้ง รูปแบบที่สองคือล้างธรรมดาปีละครั้งสลับกับถอดล้างปีละครั้ง รูปแบบที่สองมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าอย่างชัดเจนเมื่อดูเฉพาะตัวเลข แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือเครื่องที่ไม่มีคราบสะสมจนกลายเป็นปัญหาถาวร

ในทางปฏิบัติ รูปแบบที่ผมเห็นว่าเหมาะสมที่สุดสำหรับบ้านทั่วไปในเชียงใหม่คือ ใช้การล้างธรรมดาเป็นรอบหลักปีละสองครั้ง แล้วถอดล้างทุก 2–3 ปี หรือเมื่อเริ่มมีกลิ่น ส่วนห้องนอนของผู้ที่แพ้ฝุ่นหรือมีเด็กเล็ก การปรับมาเป็นถอดล้างปีละครั้งจะให้ผลดีกว่าครับ

สิ่งที่ทำให้ต้นทุนรวมสูงขึ้นไม่ใช่การเลือกบริการพรีเมี่ยม แต่คือการเว้นระยะจนคราบฝังแน่น เพราะเมื่อถึงจุดนั้น การล้างธรรมดาจะไม่ได้ผล และคุณต้องชำระค่าถอดล้างในที่สุด ต่างกันเพียงว่าระหว่างทางคุณใช้งานเครื่องที่มีกลิ่นและใช้ไฟมากกว่าที่ควรมาแล้วกี่เดือน

ราคาบริการอื่นที่ควรทราบก่อนเรียกใช้บริการ

ลูกค้าส่วนใหญ่กังวลเรื่องค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นภายหลังมากกว่าเรื่องราคาสูง ราคาบริการอื่นที่มักถูกสอบถามพร้อมกับค่าล้าง ผมจึงแจ้งไว้ให้ครบตั้งแต่ก่อนนัดหมาย คุณจะได้ประเมินค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้ตั้งแต่ต้น

  • บริการล้างแอร์ธรรมดา 9,000–18,000 BTU
    ราคา
    500 บาท/เครื่อง
    หมายเหตุ
    3 เครื่องขึ้นไป คิดเครื่องละ 450 บาท
  • บริการล้างแอร์ธรรมดา 18,001–36,000 BTU
    ราคา
    650 บาท/เครื่อง
    หมายเหตุ
    2 เครื่องขึ้นไป คิดเครื่องละ 600 บาท
  • บริการPremium Full Wash ถอดล้าง 100%
    ราคา
    2,300–2,500 บาท
    หมายเหตุ
    รวมใบพัดกรงกระรอก และฉีดน้ำยาฆ่าเชื้อ
  • บริการค่าตรวจเช็คอาการ
    ราคา
    500 บาท
    หมายเหตุ
    หักคืนให้หากตกลงซ่อมกับผม
  • บริการเติมน้ำยา R32 / R410A
    ราคา
    25 บาท/ปอนด์
    หมายเหตุ
    แจ้งจำนวนปอนด์ให้ทราบก่อนเติมเสมอ
  • บริการติดตั้งแอร์ 9,000–12,000 BTU
    ราคา
    3,000 บาท
    หมายเหตุ
    รับประกัน 1 ปีหากซื้อเครื่องกับผม และ 6 เดือนหากลูกค้ามีเครื่องเอง
  • บริการติดตั้งแอร์ 13,000–24,000 BTU
    ราคา
    3,500 บาท
    หมายเหตุ
    เงื่อนไขรับประกันเดียวกับรายการข้างต้น
  • บริการย้ายแอร์
    ราคา
    3,500 บาท
    หมายเหตุ
    ถอดแอร์เก่าเพียงอย่างเดียว 700 บาท

สรุป

  • ล้างธรรมดาคือการทำความสะอาดจุดที่เข้าถึงได้ ส่วนถอดล้างคือการแยกชิ้นส่วนออกมาล้างทีละชิ้น
  • จุดที่ทำให้ราคาต่างกันคือใบพัดกรงกระรอกและถาดน้ำทิ้ง ซึ่งเป็นต้นเหตุของกลิ่น
  • มีกลิ่นอับ ไม่ได้ล้างเกินหนึ่งปี มีผู้แพ้ฝุ่นในบ้าน หรือเป็นครัวร้านอาหาร ควรเลือกถอดล้าง
  • ล้างสม่ำเสมออยู่แล้วและไม่มีกลิ่น การล้างแบบมาตรฐานเพียงพอกับสภาพเครื่อง
  • รูปแบบที่เหมาะสมสำหรับบ้านทั่วไปคือล้างธรรมดาปีละ 2 ครั้ง และถอดล้างทุก 2–3 ปี
  • รับประกันงานล้าง 30 วันเท่ากันทั้งสองแบบ

หากยังไม่แน่ใจว่าควรเลือกแบบมาตรฐานหรือถอดล้าง ส่งภาพช่องลมและแผ่นกรองทาง LINE งานแอร์ @iu3333 ได้ครับ ผมช่วยประเมินจากสภาพที่เห็นก่อนนัด

คำถามที่พบบ่อย

ล้างธรรมดาแล้วยังมีกลิ่น ต้องชำระค่าถอดล้างเต็มจำนวนอีกครั้งหรือไม่

หากยังอยู่ในระยะรับประกัน 30 วันของงานล้างธรรมดา แจ้งผมกลับมาก่อนครับ ผมจะเข้าไปตรวจสอบว่าเป็นประเด็นจากงานล้างของผมเอง หรือเป็นเชื้อราที่ลงถึงใบพัดแล้ว หากเป็นกรณีหลัง การถอดล้างเป็นงานคนละประเภทที่ต้องคิดราคาตามจริง แต่ผมจะแสดงให้เห็นว่าเหตุใดการล้างธรรมดาจึงไม่เพียงพอ

แอร์ที่เพิ่งซื้อใหม่ ควรถอดล้างทันทีเพื่อให้สะอาดตั้งแต่ต้นหรือไม่

ไม่จำเป็นครับ เครื่องใหม่ยังไม่มีคราบสะสมให้ล้าง และการถอดประกอบทั้งที่ไม่จำเป็นมีความเสี่ยงต่อตัวล็อกพลาสติก ผมแนะนำให้ล้างธรรมดาตามรอบปกติไปก่อน แล้วจึงพิจารณาการถอดล้างเมื่อผ่านไปสองถึงสามปี หรือเมื่อเริ่มมีกลิ่น

แอร์ 24,000 BTU หากต้องการถอดล้าง ราคาต่างจาก 2,300–2,500 บาทหรือไม่

แจ้งขนาดและรุ่นเข้ามาก่อนได้ครับ เนื่องจากแอร์ขนาดใหญ่และแอร์บางประเภทมีโครงสร้างการถอดที่ต่างกัน ผมยืนยันราคาให้ทราบก่อนนัดหมาย

การถอดล้างบ่อยครั้งทำให้แอร์เสื่อมสภาพเร็วขึ้นหรือไม่

หากประกอบกลับได้ถูกต้อง การถอดล้างไม่ทำให้เครื่องเสื่อมสภาพเร็วขึ้น แต่ไม่จำเป็นต้องทำทุกครั้ง โดยทั่วไปทุก 2–3 ปี หรือปีละครั้งสำหรับห้องนอนของผู้ที่แพ้ฝุ่นถือว่าเพียงพอ ความเสี่ยงที่แท้จริงอยู่ที่การประกอบใบพัดกลับไม่ได้ศูนย์ ซึ่งเป็นเหตุผลที่งานนี้ไม่ควรทำเอง

ล้างหลายเครื่องพร้อมกัน บริการพรีเมี่ยมมีส่วนลดหรือไม่

แจ้งจำนวนเครื่องและขนาดเข้ามาก่อนได้ครับ ส่วนลดที่ผมประกาศไว้ชัดเจนคือฝั่งล้างธรรมดา ขนาด 9,000–18,000 BTU สามเครื่องขึ้นไปคิดเครื่องละ 450 บาท และ 18,001–36,000 BTU สองเครื่องขึ้นไปคิดเครื่องละ 600 บาท ส่วนงานพรีเมี่ยมหลายเครื่อง ผมสรุปราคารวมให้ทราบก่อนนัดหมายเสมอ และออกใบเสร็จรับเงินในนามบริษัทให้ได้

บทความที่เกี่ยวข้อง

มีคำถามที่บทความยังไม่ตอบ?

สอบถามเข้ามาได้โดยตรง ปรึกษาไม่มีค่าใช้จ่าย

จันทร์ – เสาร์ 08:00 – 18:00 น. · ยืนยันคิวก่อนนัด

โทรถามคิวLINE ประเมินฟรี