เรื่องน้ำยาแอร์เป็นจุดที่ลูกค้าเสียเปรียบมากที่สุดในงานบริการแอร์ และไม่ใช่ความผิดของผู้ใช้เลย เพราะน้ำยาเป็นสิ่งที่คุณมองไม่เห็น วัดเองไม่ได้ และไม่มีทางตรวจสอบได้ว่าเติมเข้าไปจริงกี่ปอนด์ ทุกอย่างจึงตั้งอยู่บนความไว้วางใจทั้งหมด เมื่อร้านส่วนใหญ่ในเชียงใหม่ไม่ได้ประกาศราคาน้ำยาให้ครบทุกชนิด ช่องว่างของข้อมูลตรงนี้ก็ยิ่งกว้างขึ้น
ผมเขียนหน้านี้เพื่อให้คุณทราบสามเรื่องที่ใช้ป้องกันตัวเองได้ คือแอร์ที่บ้านคุณใช้น้ำยาชนิดใด แต่ละชนิดต่างกันอย่างไรในทางปฏิบัติ และควรสอบถามอะไรบ้างก่อนตกลงให้ผู้ให้บริการรายใดเติมน้ำยาเข้าเครื่องของคุณ
ตรวจสอบก่อนว่าแอร์บ้านคุณใช้น้ำยาอะไร
ขั้นตอนนี้คุณทำเองได้ภายในสามนาทีโดยไม่ต้องเรียกช่าง และเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ที่สุดเวลาพูดคุยกับผู้ให้บริการ เพราะเมื่อคุณระบุได้ทันทีว่าเครื่องใช้ R32 การสนทนาเรื่องราคาก็จะอยู่บนข้อมูลที่ตรวจสอบได้ตั้งแต่ต้น
- 1
ไปดูที่คอยล์ร้อนนอกบ้าน
ตัวเครื่องขนาดใหญ่ที่วางอยู่นอกบ้านหรือแขวนอยู่ข้างผนัง จะมีสติกเกอร์แผ่นข้อมูลติดอยู่ด้านข้างหรือด้านหลัง ส่วนใหญ่เป็นสติกเกอร์สีเงินหรือสีขาว
- 2
หาบรรทัดที่ระบุคำว่า Refrigerant
บางเครื่องระบุว่า REFRIGERANT บางเครื่องใช้สัญลักษณ์ R ตามด้วยตัวเลข สิ่งที่คุณจะเห็นคือ R32 R410A หรือ R22 พร้อมน้ำหนักน้ำยาที่โรงงานชาร์จมา เช่น 0.90 kg
- 3
หากสติกเกอร์ซีดจนอ่านไม่ออก ให้ดูที่ฝาครอบวาล์ว
หลายยี่ห้อพิมพ์ชนิดน้ำยาไว้ใกล้กับชุดวาล์วบริการที่ต่อท่อ หรือตรวจสอบจากคู่มือและใบรับประกันที่เก็บไว้ตั้งแต่ตอนซื้อได้เช่นกัน
- 4
ใช้อายุเครื่องเป็นข้อมูลประกอบ
แอร์อินเวอร์เตอร์ที่ซื้อมาไม่กี่ปีนี้แทบทั้งหมดใช้ R32 ส่วนแอร์ที่ซื้อมานานมากและเป็นแบบธรรมดาไม่ใช่อินเวอร์เตอร์ มีโอกาสสูงว่าเป็น R22
- 5
บันทึกข้อมูลไว้ในโทรศัพท์
ถ่ายรูปสติกเกอร์เก็บไว้ ทั้งชนิดน้ำยา น้ำหนักที่ชาร์จ รุ่นเครื่อง และหมายเลขเครื่อง ครั้งต่อไปที่ต้องเรียกช่าง คุณส่งรูปเดียวได้ครบทุกข้อมูลครับ
ตารางเทียบน้ำยาแอร์ R32 R410A และ R22 แบบใช้งานจริง
| หัวข้อ | R32 | R410A | R22 |
|---|---|---|---|
| พบในเครื่องลักษณะใด | แอร์อินเวอร์เตอร์รุ่นใหม่แทบทุกรุ่น | แอร์รุ่นกลางที่ออกก่อนยุค R32 | แอร์รุ่นเก่า ส่วนใหญ่เป็นแบบธรรมดา |
| เป็นสารเดี่ยวหรือสารผสม | สารเดี่ยว | สารผสมสองชนิด | สารเดี่ยว |
| รั่วแล้วเติมเพิ่มทับได้หรือไม่ | เติมเพิ่มได้หลังซ่อมรอยรั่ว | ไม่ได้ ต้องถ่ายทิ้งแล้วเติมใหม่ทั้งระบบ | เติมเพิ่มได้หลังซ่อมรอยรั่ว |
| ประสิทธิภาพการทำความเย็น | ดีที่สุดในสามชนิด ใช้น้ำยาน้อยกว่าต่อความเย็นเท่ากัน | ดี | ต่ำกว่าสองชนิดแรก |
| ผลต่อชั้นโอโซน | ไม่ทำลายชั้นโอโซน | ไม่ทำลายชั้นโอโซน | ทำลายชั้นโอโซน จึงถูกทยอยเลิกใช้ |
| ผลต่อภาวะโลกร้อน | ต่ำกว่า R410A อย่างชัดเจน | สูง | สูง |
| สถานะในตลาดปัจจุบัน | มาตรฐานของเครื่องใหม่ | ยังหาได้ แต่เครื่องใหม่เลิกใช้แล้ว | หายากขึ้นและมีราคาสูงขึ้นตามเวลา |
| ราคาตลาดเชียงใหม่ต่อปอนด์ | ร้านส่วนใหญ่ไม่ลงราคา | ราว 75 บาท | ราว 25 บาท |
| ราคาของโปรเฟรชแคร์ | 25 บาท | 25 บาท | แจ้งราคาก่อนเติมเสมอ |
บรรทัดที่ผมอยากให้พิจารณาคือสองบรรทัดสุดท้าย ราคาตลาดของ R410A อยู่ที่ราว 75 บาทต่อปอนด์ ส่วน R32 ไม่มีการประกาศราคาไว้ สำหรับผมคิดทั้ง R32 และ R410A ที่ปอนด์ละ 25 บาทเท่ากัน โดยไม่แยกเรตตามชนิดน้ำยา เพราะผมไม่พบเหตุผลทางเทคนิคที่ผู้ใช้แอร์รุ่นใหม่จะต้องจ่ายสูงกว่าเพียงเพราะเครื่องของตนใหม่กว่าครับ
เหตุใด R410A จึงเติมเพิ่มทับของเดิมไม่ได้
นี่คือความรู้ชิ้นเดียวในหน้านี้ที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากที่สุด R410A ไม่ใช่สารเดี่ยว แต่เป็นสารผสมของสารทำความเย็นสองชนิดที่ผสมกันในสัดส่วนเฉพาะ เมื่อระบบมีรอยรั่ว สารทั้งสองจะรั่วออกไปในอัตราที่ไม่เท่ากัน สัดส่วนของน้ำยาที่ค้างอยู่ในระบบจึงคลาดเคลื่อนไปจากที่ควรจะเป็น
หากเติม R410A ใหม่ทับของเดิมที่สัดส่วนเปลี่ยนไปแล้ว ระบบจะได้ส่วนผสมที่ไม่ตรงสเปกอีกต่อไป แรงดันทำงานคลาดเคลื่อน ความเย็นไม่ได้ตามที่ควรเป็น และคอมเพรสเซอร์ทำงานหนักกว่าเดิม วิธีที่ถูกต้องคือถ่ายน้ำยาเก่าออกให้หมด ซ่อมรอยรั่ว ทำสุญญากาศเพื่อไล่ความชื้นและอากาศออกจากระบบ แล้วชั่งน้ำหนักเติมใหม่ตามที่ระบุไว้บนสติกเกอร์ข้างเครื่อง
สิ่งที่ผมอยากเน้นคือการถ่ายทิ้งแล้วเติมใหม่ไม่ได้ทำให้ค่าใช้จ่ายของคุณสูงขึ้น เพราะผมคิด R410A ที่ปอนด์ละ 25 บาทเท่ากับ R32 การทำตามขั้นตอนที่ถูกต้องจึงไม่ได้ทำให้ค่าใช้จ่ายรวมสูงขึ้นอย่างที่หลายท่านกังวล
R22 กำลังถูกเลิกใช้ แล้วแอร์เก่าที่บ้านต้องทำอย่างไร
R22 เป็นน้ำยาที่ทำลายชั้นโอโซน จึงถูกทยอยเลิกผลิตและเลิกใช้ทั่วโลก ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ใช้จริงมีสองข้อ ข้อแรกคือหาน้ำยามาเติมได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ ข้อที่สองคือราคามีแนวโน้มปรับขึ้นตามความหายาก
หากแอร์ที่บ้านยังเป็น R22 และยังใช้งานได้ดี ผมไม่แนะนำให้รีบเปลี่ยนเครื่องในตอนนี้ แต่ควรพิจารณาตามเงื่อนไขต่อไปนี้
- เครื่องยังเย็นดี ไม่รั่ว และล้างสม่ำเสมอ ใช้งานต่อไปได้โดยไม่ต้องเปลี่ยน
- เริ่มรั่วซ้ำจนต้องเติมน้ำยาปีละหลายครั้ง ถึงจุดที่ควรคำนวณเปรียบเทียบว่าการเปลี่ยนเครื่องใหม่คุ้มค่ากว่าหรือไม่
- คอมเพรสเซอร์เสียหายในเครื่อง R22 ที่มีอายุการใช้งานมากแล้ว เกือบทุกกรณีการเปลี่ยนเครื่องคุ้มค่ากว่าการซ่อม
- ไม่ควรดัดแปลงระบบ R22 เดิมไปใช้น้ำยาชนิดอื่นโดยไม่เปลี่ยนอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพราะน้ำมันหล่อลื่นในคอมเพรสเซอร์และแรงดันทำงานเป็นคนละแบบกัน
R32 คือมาตรฐานใหม่ แต่ราคายังเป็นช่องว่างของข้อมูล
แอร์อินเวอร์เตอร์ที่จำหน่ายในประเทศไทยขณะนี้แทบทั้งหมดใช้ R32 เหตุผลที่ผู้ผลิตเปลี่ยนมาใช้สารตัวนี้คือทำความเย็นได้ดีกว่าต่อปริมาณน้ำยาเท่ากัน ระบบจึงใช้น้ำยาน้อยลง และส่งผลต่อภาวะโลกร้อนต่ำกว่า R410A อย่างชัดเจน
แต่ฝั่งผู้ให้บริการปรับตัวตามช้ากว่านั้นมาก หน้าเว็บของร้านแอร์ในเชียงใหม่หลายแห่งยังประกาศราคาเฉพาะ R-22 และ R-410A เหมือนที่เคยประกาศมาหลายปี ผลคือผู้ใช้แอร์อินเวอร์เตอร์ไม่มีราคาอ้างอิงเลย และมักถูกคิดในเรตที่สูงกว่าโดยให้เหตุผลว่าน้ำยาชนิดนี้มีราคาสูงกว่า ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง
จุดยืนของผมคือคิดค่าน้ำยา R32 ที่ปอนด์ละ 25 บาท เท่ากับเรตของ R22 ซึ่งเป็นราคาตลาดต่ำสุดในเชียงใหม่ และผมแจ้งจำนวนปอนด์ที่เติมให้คุณทราบก่อนดำเนินการทุกครั้ง ไม่ใช่แจ้งเป็นยอดรวมเมื่อจบงานแล้ว
น้ำยาแอร์ไม่หมดไปเอง หากพร่องหมายความว่ามีรอยรั่ว
ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนและสร้างค่าใช้จ่ายมากที่สุดคือความเข้าใจว่าน้ำยาแอร์เป็นของสิ้นเปลืองที่ต้องเติมทุกปีเหมือนการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องรถยนต์ ข้อเท็จจริงคือระบบแอร์เป็นระบบปิดสนิท น้ำยาหมุนเวียนอยู่ในวงจรเดิมตลอด ไม่ได้ถูกเผาไหม้หรือใช้หมดไป
ดังนั้นหากน้ำยาพร่อง หมายความว่ามีการรั่วออกไปทางใดทางหนึ่ง จุดที่ผมพบว่ารั่วบ่อยที่สุดคือรอยต่อแฟลร์ที่ปลายท่อ ท่อทองแดงที่ผุกร่อนจากการตากแดดตากฝนเป็นเวลานาน ตัววาล์วบริการ และรอยเชื่อมที่คอยล์ หากเติมโดยไม่ตรวจหารอยรั่ว น้ำยาชุดใหม่จะรั่วออกไปทางเดิม และคุณจะพบปัญหาเดิมอีกครั้ง
| สิ่งที่คุณสังเกตเห็น | น่าจะเป็นน้ำยาพร่อง | อาจเป็นสาเหตุอื่น |
|---|---|---|
| ลมแรงเท่าเดิมแต่ไม่เย็น | มีโอกาสสูง | คาปาซิเตอร์เสื่อมจนคอมเพรสเซอร์ไม่ทำงาน |
| ลมออกเบาลงชัดเจน | โอกาสต่ำ | คอยล์เย็นหรือแผ่นกรองตัน ต้องล้าง |
| มีน้ำแข็งเกาะที่ท่อทองแดงเส้นใหญ่ | มีโอกาส | คอยล์สกปรกจนอากาศผ่านไม่พอ |
| เย็นตอนกลางคืนแต่กลางวันไม่เย็น | มีโอกาส | คอยล์ร้อนสกปรกจนระบายความร้อนไม่ทัน |
| เพิ่งเติมน้ำยาไม่กี่เดือนแล้วอาการกลับมา | แทบแน่นอนว่ารั่ว | ไม่มี ต้องหาจุดรั่วอย่างเดียว |
ห้าข้อที่ควรตรวจสอบก่อนตกลงให้เติมน้ำยา
- 1แอร์เครื่องนี้ใช้น้ำยาชนิดใด และช่างตรวจสอบจากจุดใด หากตอบไม่ได้หมายความว่ายังไม่ได้ดูสติกเกอร์ข้อมูลเครื่อง
- 2ขณะนี้แรงดันวัดได้เท่าใด เทียบกับค่าปกติของเครื่องรุ่นนี้แล้วต่างกันเท่าใด และขอดูหน้าเกจได้หรือไม่
- 3น้ำยาที่หายไปรั่วออกไปทางใด ได้ตรวจหาจุดรั่วแล้วหรือยัง และจะตรวจด้วยวิธีใด
- 4จะเติมกี่ปอนด์ คิดปอนด์ละเท่าใด และยอดรวมเท่าใด
- 5หากเป็น R410A จะถ่ายน้ำยาเก่าออกแล้วชั่งเติมใหม่ตามน้ำหนักที่ระบุข้างเครื่องหรือไม่
คำถามทั้งห้าข้อนี้ใช้เวลาไม่ถึงสองนาที แต่เปลี่ยนบทสนทนาจากการอาศัยความไว้วางใจเพียงอย่างเดียว ให้กลายเป็นการพูดคุยบนตัวเลขที่ตรวจสอบได้ ผู้ให้บริการที่ทำงานตามขั้นตอนจะตอบได้ครบทุกข้อ ส่วนตัวผมยินดีเมื่อลูกค้าถามคำถามลักษณะนี้ เพราะทำให้การทำงานร่วมกันชัดเจนขึ้นครับ
หากไม่แน่ใจว่าแอร์บ้านคุณใช้น้ำยาชนิดใด ถ่ายรูปสติกเกอร์ข้างคอยล์ร้อนส่งเข้ามาทาง LINE ได้ครับ ผมตรวจสอบให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และแจ้งตามจริงว่าอาการที่เป็นอยู่จำเป็นต้องเติมน้ำยา หรือเพียงต้องล้างเครื่อง
สรุป
- ตรวจสอบชนิดน้ำยาได้เองจากสติกเกอร์ข้างคอยล์ร้อนนอกบ้าน และควรถ่ายรูปเก็บไว้ในโทรศัพท์
- R32 คือมาตรฐานของแอร์อินเวอร์เตอร์รุ่นใหม่ ประสิทธิภาพดีกว่าและกระทบภาวะโลกร้อนน้อยกว่า R410A
- R410A เป็นสารผสม เมื่อรั่วต้องถ่ายทิ้งแล้วชั่งเติมใหม่ทั้งระบบ ไม่ใช่เติมเพิ่มทับของเดิม
- R22 กำลังถูกเลิกใช้ หากเครื่องยังดีก็ใช้งานต่อได้ แต่หากรั่วซ้ำควรคำนวณเรื่องการเปลี่ยนเครื่อง
- ร้านแอร์เชียงใหม่ส่วนใหญ่ประกาศราคาเฉพาะ R22 กับ R410A ผู้ใช้ R32 จึงไม่มีราคาอ้างอิง ผมคิด R32 และ R410A ปอนด์ละ 25 บาทเท่ากัน
- น้ำยาไม่หมดไปเอง หากพร่องหมายความว่ามีรอยรั่ว ต้องตรวจหาจุดรั่วก่อนเติมทุกครั้ง